สารัญ Creditbank Credit card bank

123

9/21/2552

วิธีสังเกตว่าความรักเป็นรักแท้

วิธีสังเกตว่าความรักเป็นรักแท้





ใครที่กำลังมีความรัก วันนี้มีวิธีสังเกตว่าความรักที่มีอยู่นั้น เป็นรักแท้หรือเปล่ามาให้อ่านกัน...


1. ต้องมีความรู้สึกได้สัมผัส กับความสุขร่วมกับคน ๆ นั้น เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีความสุขมาก ไม่เคยเบื่อที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ และเมื่อยามที่เขาห่างไกลไม่ได้เห็นหน้า ก็จะรู้สึกเหงา ๆ และคิดถึง ไม่ใช่พอเขาหันหลังให้ ก็กระโดดโลดเต้นดีใจ

2. ต้องให้ความเคารพนับถือคน ๆนั้น ถ้าจะรักใครสักคน แล้วตั้งหน้าดูถูกไม่เคยให้ความเคารพ ในความเป็นเขา แล้วคนอื่น ๆ จะเคารพคน ๆ นั้น ของเราได้อย่างไรและเราจะภูมิใจหรือ กับการที่ได้รักใคร่กับคนที่ใคร ๆ เขาดูถูก

3. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นที่พึ่งได้ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในชีวิต ก็มั่นใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อคอยช่วยเหลือ

4. ต้องเชื่อมั่นว่าถ้ามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน สัมพันธภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะคนเราย่อมผิดพลาดกันได้ ถ้ารู้จักอภัยกันมันก็อยู่กันทน

5. ต้องเข้าถึงความต้องการอารมณ์ และความรู้สึกของคน ๆ นั้นอย่างถ้ารู้ว่าชอบจะอยู่คนเดียวตามลำพังบ้าง ก็ควรเปิดโอกาสได้อยู่กับตัวเอง ด้วยความเต็มใจ

6. ต้องมีความรู้สึกต้องตาต้องใจในสรีระของคน ๆ นั้น ไม่ว่าจะต้องเสน่ห์ในความเป็นหญิงกำยำ หรือในความล้านจนขึ้นเงาวับบนหัวเขา มันก็มีส่วนในความรักเหมือนกัน

7. ต้องรู้สึกว่าเรา สามารถจะพูดคุยกับคน ๆ นั้นได้ทุกเรื่องอย่างเปิดอก สามารถที่จะขุดความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจ ขึ้นมาพูดได้ ไม่ใช่ต้องปิดบังความรู้สึกส่วนนั้นไว้ เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้ว เราจะอับอายหรือไม่ก็กลัวว่าเขาได้ยิน แล้วจะเดินหายไปจากชีวิต

8. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นของมีค่าในมือ ถ้าไม่มีเขาสักคน ชีวิตของเราก็สูญของมีค่าไป

9. ต้องรู้สึกเต็มใจที่มีส่วนร่วมกับคนๆ นั้นในหลาย ๆ ด้าน เป็นต้นว่าความคิดอารมณ์ และเวลาแต่ไม่ใช่ร่วมกับเขาไปหมด จนเขาไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง

10. ต้องรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอยากรับฟังทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นสิ่งที่ทุกข์ ที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข เพราะคนที่ต้องการแต่จะร่วมสุข นั่นหมายถึงว่าคุณไม่ได้มีรักแท้กับคนๆนั้น

ลองนำไปสังเกตความรักของคุณดูได้ ว่าเป็นรักแท้แบบไหน.

3สิ่งยืนยันรักแรกพบของคุณคือเรื่องจริง

3สิ่งยืนยันรักแรกพบของคุณคือเรื่องจริง





บางครั้ง การที่เราไม่เคยเจอกับตัวเอง เราก็อาจจะไม่เชื่อว่า รักแรกพบนั้นมีอยู่จริง


เรามักจะคิดว่า รักแรกพบนั้นเป็นเพียงอารมณ์หลงชั่ววูบ จากการที่เราได้พบใครสักคนหนึ่ง ที่ดูสวย, หล่อ หรือน่าสนใจ เมื่อแรกเห็น แต่รักแรกพบมีอยู่จริง และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต หลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว...
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เกี่ยวกับรักแรกพบ มีบันทึกเอาไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง เรื่องเล่าจากปากสู่ปาก งานศิลปะ หนังสือ ดนตรี บทกวี การละคร ภาพยนตร์ และในปัจุบัน คนโดดเดี่ยวหลายล้านคน ก็ยังรอคอยที่จะได้พบกับรักแรกพบ เข้าสักวัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งรักแรกพบ?

3 ข้อด้านล่างนี้ คือความจริง ที่จะบอกว่า คุณได้พบกับรักแรกพบอย่างแท้จริงเข้าให้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีความหมายมากกว่า การเกิดอารมณ์ความรู้สึกหลงไหล หรือเพียงแค่อาการตื่นเต้น หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงชั่วขณะ

1.คุณรู้สึกว่าไม่จำเป็น ที่จะต้องรีบร้อนมีเซ็กส์


หากความรู้สึกเมื่อแรกพบของคุณ สื่อความต้องการออกมา เป็นเรื่องของความต้องการทางด้านร่างกาย คุณรู้สึกรีบร้อน กระวนกระวายใจ นี่ไม่ใช่ “รักแรกพบ” แต่จัดเป็น “หลงแรกพบ” มากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากคุณรู้สึกว่า สามารถควบคุมแรงกระตุ้นทางด้านร่างกาย ได้อย่างง่ายดาย และคุณมีความรู้สึกว่า ต้องการที่จะรู้จักคนๆ นั้นให้มากขึ้น โดยค่อยๆ ทำความรู้จักไปที่ละนิด อย่างช้าๆ นี่ละ! รักแรกพบ และความรู้สึกเช่นนี้ ก็จะช่วยให้ คุณสามารถจัดการกับทุกอย่างได้อย่างลงตัว

2. คุณเห็นมุมที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ในตัวของคนๆ นั้น


คนอื่นๆ จะมองบุคลิกภาพ หรือลักษณะภายนอก ซึ่งทุกๆ คน สามารถมองเห็น และรู้สึกประทับใจ ได้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า รักแรกพบ หรือการรักใครสักคน คุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลกว่านั้นอีก เช่นสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวของคนๆ นั้น หรืออะไรสักอย่าง ที่คนอื่นๆ ไม่ได้สังเกต หากคุณพบว่า ตัวเองสังเกตเห็น คุณค่าที่น่าประทับใจบางอย่าง จากคนๆ นั้น ซึ่งแม้แต่เพื่อนสนิทของคุณ ก็ไม่สามารถสังเกตเห็น นั่นแสดงว่า คุณได้พบกับรักแรกพบเข้าให้แล้ว

3. คุณต้องการเรียนรู้ทุกๆ สิ่ง เกี่ยวกับคนๆ นั้น เท่าที่คุณจะสามารถทำได้
สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณี “หลงแรกพบ” ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หาก 2 ข้อ ที่ผ่านมา ชี้ชัดๆ แล้วว่า คุณมีความรู้สึกตามนั้น ดังนั้นแล้ว ข้อ 3 นี้ จะเป็นตัวตัดสิน และทำให้คะแนนเป็นเอกฉันท์ และได้ผลสรุปออกมาว่า คุณได้เจอกับรักแรกพบเข้าให้แล้วจริงๆ

การรักใครสักคน หมายถึงความต้องการ ที่จะเรียนรู้ทุกๆ สิ่งๆ ที่คนๆ นั้นใช้ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องต่างๆ และการตั้งใจเรียนรู้กันไปอย่างช้าๆ ด้วยความเข้าใจ จะพัฒนารักแรกพบ ไปสู่ชีวิตคู่ที่โรแมนติก แบบยาวนานต่อไป


ที่มา Permalink : http://blog.spu.ac.th/patrick

เนื้อคู่ กับ พรหมลิขิต

เนื้อคู่ กับ พรหมลิขิต

เมื่อเรารู้ว่าเนื้อคู่ (soulmate)
ไม่ได้มีเพียงคนเดียว และยังมีคนมากมายนับร้อยนับพันที่จะเข้ามาในชีวิตเราแล้ว เราจะได้รู้อย่างไรว่าคนไหนที่เป็นเนื้อคู่ของเราในชาตินี้ ในวันนี้เราจะมาหาคำตอบนี้ด้วยกัน...

พรหมลิขิต (destiny)
จะช่วยชี้นำให้เราได้พบกับเนื้อคู่ของเราในชาตินี้ ทว่าพรหมลิขิตไม่สามารถช่วยให้เรากับเขาอยู่คู่กันได้ มีเพียงตัวเราเองเท่านั้นที่จะตัดสินใจว่าจะรับเขาไว้ หรือปล่อยเขาไป มีหลายคู่ที่มาพบกันแต่ว่าไม่แน่ใจในหัวใจของตัวเอง และเลือกทางที่จะทำให้ความรักที่ควรจะเกิดกลับมอดลงไปอย่างน่าเสียดาย สิ่งนี้เรียกว่าโศกนาฏกรรมของความรักอย่างแท้จริง เพราะเราอาจจะมีโอกาสพบเนื้อคู่เราเพียงชั่วเสี้ยวเวลา แต่เรากลับไม่เลือกทำอะไรที่จะรั้งคู่ของเราไว้และแล้วรอกระทั่งเขาจากไป

ดังนั้นสิ่งที่เราตัดสินใจทำ ลงไป
ณ นาทีนั้นจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต และเมื่อเจอคนที่เราคิดว่าเขาเป็นเนื้อคู่ของเราแล้ว จงมองเข้าไปในส่วนลึกของเขา จงใช้หัวใจมอง ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจว่าเขา"ใช่"คนที่เราตามหาหรือไม่ บางคู่ก็สามารถจำกันได้แค่เพียงสบตาเท่านั้น บางคู่ต้องการการสัมผัส บางคู่อาจจะต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม

มีหลายคู่ที่ตัดสินใจไม่ลงเอยกัน ถึงแม้ว่าจะได้พบกัน อยู่ด้วยกัน และเรียนรู้กันแล้วก็ตาม ทุกคู่มีทางเดินของตัวเอง อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่เป็นหนทางของแต่ละคนที่จะเลือกเดิน อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบในเรื่องนี้มากมายนัก หลายคนหมกมุ่นและทุ่มเทในการค้นหาใครสักคน

สิ่งเหล่านั้นยิ่งทำให้ชีวิตลำบากมากยิ่งขึ้น ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้เรารับรู้ถึงอดีตที่ผ่านๆมา รวมถึงไม่ได้สร้างเรามาเพื่อให้เรารับ



ขอขอบคุณจาก:fwdder

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน

10 วิธีดูใจก่อนเป็นแฟน

ความฝันและความปรารถนาของว่าที่แฟนเป็นอย่างไร แล้วที่เจอแล้วน่ะนิสัยตรงสเปกไหม?

1.ถ้าชายใดอยากได้แฟนเป็นแม่บ้านแม่เรือน และเป็นฝ่ายรับเหมางานบ้านไปรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
หนุ่มๆ ก็ควรสังเกตเอาก็ได้ ว่าสาวที่เขาคบหาอยู่ เธอชอบงานบริการสมาชิกในครอบครัวเป็นชีวิตจิตใจรึเปล่า ไม่ใช่รักที่จะเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน ตลอดเวลา ก็คงอุทิศชีวิตให้กับอาชีพการงานมากกว่าตรงข้าม หากคุณเป็นหญิงที่ปรารถนาคู่ครองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง แต่ไอ้ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรับผิดชอบไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าใส่แล้วก็ทิ้งกองไว้เป็นเดือน หรือจานชาม กินแล้วก็ทิ้งไว้จนแมลงสาบแทะล่ะก็ จะยอมเสี่ยงเลือกคนนี้ เป็นแฟนไหมล่ะ


2. ให้ความสำคัญกับวันสำคัญของเราไหม
เช่น ครบรอบวันที่สารภาพรักครั้งแรก, วันคล้ายวันเกิด, จูบครั้งแรก หรือวันออกเดทแรก เหล่านี้ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับผู้หญิง และเธอก็คาดหวังว่าแฟนก็ควรจำได้ด้วย แม้จำได้ไม่หมดแต่จำได้ บ้างก็ยังดี

เพราะงี้ถ้าคุณเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ในเรื่องความจำ แต่ดันไปรักไปชอบกับคนจำแม่น จำเก่งล่ะก็ ถ้ายังไปกันรอดก็เชื่อเค้าเลย แต่ถ้ารีบปรับตัวก็ยังพอทำเนา


3. สุขภาพเป็นอย่างไร
คนที่คุณชอบพออยู่นั้น มีปัญหาสุขภาพด้านใดอยู่หรือเปล่า? เช่น เป็นมะเร็ง, เป็นลูคิเมีย หรือเป็น เอดส์ไหม ถ้ารู้ล่วงหน้าจะได้หาทางช่วยเหลือได้ทัน แต่หากเป็นเอดส์นี่ก็น่าคิดนะว่ายังควรจะเอามาทำแฟนอีกเหรอ อย่าว่าแต่เอดส์เลย ที่ควรระวัง เพราะแม้แต่โรคซิฟิลิส หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ควรถอนตัวไปซะเถอะ แต่ถ้าไม่สบายอย่างอื่น เช่น เจ็บคอเป็นหวัดอะไรเงียะ ควรประคบประหงมดูแลต่อไป คนเราลองจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของกันและกันก็ควรเอาใจใส่หน่อยเด้


4. ประวัติครอบครัวเป็นไงบ้าง
คนที่คุณชอบพอนั้น เค้ามีความรักความผูกพันหรือขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษ ในครอบครัวหรือเปล่า? สมาชิกในครอบครัวของเค้าลงรอย กันไหม? ถ้าไปเจอคนที่สมาชิกในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกันดี ก็น่าจะส่อเค้าที่ดีว่า เค้าน่าจะเป็นคนรักครอบ-ครัว และให้ความสำคัญของครอบครัวนะ ว่าแต่ต้องตรองดูเหมือนกันนะว่า ครอบครัวไหนที่เค้ารักมากกว่ากัน เอ๊ะ จะเป็นครอบครัวเดิม หรือครอบครัวใหม่ที่คุณทั้งคู่กำลังจะเริ่มต้นด้วยกัน


5. ความเลื่อมใสและศรัทธา พอจะไปกันได้ไหม
เชื่อไหมว่า แม้คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ถ้าเปิดใจกว้างและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คู่รักคู่นั้น ก็สามารถครองรักกันได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เหตุนี้ ถ้ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกัน ก็ควรคุยกันก่อนจะได้ไม่เสียใจทีหลัง


6. ชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง
สถานที่ท่องเที่ยวแบบไหนที่คนที่คุณแอบรักชอบบ้างน้า? จะได้ดอดไปเที่ยวกันสองต่อสองไง หรืออาหารจานเด็ดประเภทใดที่เราชอบเหมือนๆกัน จะได้ หิ้วกันไปดื่ม ดริงก์ เจี๊ยะจ๊าบกันให้อร่อยเหาะสักที ถ้าชอบอะไรคล้ายกันมันก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ไปไหนมาไหนหรือมีกิจกรรมร่วมกันดีออก

แต่ถ้ามีที่ชอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าได้ถอดใจตีจากกันไปซะก่อน เพราะบางทีการเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบต่างกันอาจส่งผลดีกว่าในแง่ที่จะได้เปิดโลกทัศน์ ใหม่ๆก็ได้นะ


7. งานอดิเรกชอบทำอะไร
เค้าชอบทำอะไรยามว่างบ้างล่ะ ดูหนังฟังเพลง หรือชอบไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ แล้วช็อปปิ้งไปด้วย หรือนิยมไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่โรงยิมหรือฟิตเนส บางคนชอบไปเล่นตีแบด หรือหวดลูกสักหลาดก็ขึ้นอยู่กับความถนัด งานอดิเรกเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่า คุณกับเค้าจะไปกันได้ไหม?


8. ความต้องการทางร่างกาย
เค้ามีแรงขับทางเพศแบบนักรักบันลือโลก หรือแบบขันทีที่ไม่ค่อยอยากร่วมรัก (แต่เอ บางคนอาจมีอารมณ์เยอะ ทว่า ไม่ค่อยได้ออกกายบริหารก็ได้นะ) กันแน่? ซึ่งแรงสิเน่หาอยากร่วมรักนี่แหละเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาชั่งใจกันให้ถี่ถ้วน เพราะถ้าเค้าเซ็กซ์จัดเหลือเกิน วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องหลีสาว แถมยังสะสมวีซีดีเอ็กซ์ไว้เพียบ ตรงข้าม คุณกลับเฉยๆชาๆกับความต้องการในด้านนี้ ขืนจับคู่กันระวังจะเกิดความ ไม่สมดุลทางเพศได้นะ หรือถ้าคุณเป็นจอมหื่น แต่เค้าไม่ชีกอแถมยังไม่ปึ๋งปั๋งปรู๊ดปร๊าด ก็ยากที่จะไปกันได้ดี เฮ้อ! มีรักทั้งทีก็กลับมีเรื่องเซ็กซ์มาขวางซะได้


9. การวางแผนครอบครัวก่อนไหม
เอ๊ะ ถ้าร่วมหัวจมท้ายกันไป เราจะรีบมีลูกหรือชะลอไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่พร้อมในด้านทรัพย์สมบัติค่อยเลิกคุมกำเนิดก็ได้นี่ ของพรรค์นี้ถ้าคุยกันอย่างเปิดใจก่อนก็น่าจะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวคงได้ทะเลาะกันจนต้องเลิกราไปตามกรรมใครกรรมมันหรอก


10. การสมรส
ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาซะที แล้วคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้เค้าเป็นคนที่ใช่แน่แล้วเหรอ? คุณมองเค้าแล้วเห็นอนาคตร่วมกันหรือเปล่า? ไม่ใช่ มองเห็นแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มไปด้วยความไม่ พร้อมของทั้งคู่ ทั้งสองพร้อมจะรักและให้อภัยในความถูกมั่งผิดมั่งของกันและกันจริงนะ ถ้าในเมื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อยู่ ก็ขอให้เลือกด้วยหัวใจและใช้สมองติ๊ดนึง ขืนเบื่อกันทีหลังล่ะ

ไว้อาลัยอ.โยชิโอะ อุสึอิ ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง"ชินจังจอมแก่น"

ไว้อาลัยอ.โยชิโอะ อุสึอิ ผู้เขียนการ์ตูน

เรื่อง"ชินจังจอมแก่น"




ไว้อาลัยอ.โยชิโอะ อุสึอิ ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง"ชินจังจอมแก่น"



หลังมีรายงานข่าวการหายตัวไประหว่างปีนเขาของ โยชิโอะ อุสึอิ เจ้าของผลงานการ์ตูนเรื่องชินจังจอมแก่น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพบร่างนักเขียนบริเวณใต้ก้อนหิน ที่ภูเขาจังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ ( 19 ก.ย. ) อ้างจากสถานีโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้พบศพของนาย โยชิโอะ อุสึอิ นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น ชื่อดัง วัย 51 ปี เจ้าของผลงานซีรีย์การ์ตูนยอดนิยม 'เครยอน ชินจัง' หรือ 'ชินจังจอมแก่น' ที่ได้รับความนิยมจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกันเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของญี่ปุ่น ระบุชี้ชัดว่าเป็นร่างของนักเขียนชินจัง จากการสันนิษฐานเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายของศพสำหรับร่างของนายอุสึอิ นั้น พบบริเวณใต้ก้อนหิน ของภูเขาจังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 15.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายอุสึอิ ได้หายตัวไปจากบ้านพัก ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อท้องถิ่นเผยว่านักเขียนการ์ตูนออกเดินทางไปปีนเขาโดยวานนี้ ( 18 ก.ย. ) มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตรวจพบสัญญาณมือถือของนายอุสึอิ ก่อนที่หายตัวไป พบว่าอยู่บริเวณเมืองคารุอิซาว่า จ.นางาโนะ ซึ่งห่างจากเมืองคาซึคาเบะ บ้านของเขาราว 100 ก.ม. ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขา และอยู่ติดกับจังหวัดกุมมะพอดี'เครยอน ชินจัง' การ์ตูนแนวตลกขบขันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เป็นเรื่องราวของเด็กอนุบาลวัย 5 ขวบ มีนิสัยทะลึ่งตึงตัง คล้ายคลึงกับผู้เป็นพ่อ หรือนายฮิโรชิ คือ ชอบผู้หญิงหุ่นสวยหน้าตาดี สำหรับมิซาเอะ แม่ของชินจังนั้น มีนิสัยขี้เหนียวและโมโหง่าย ชินจังมีน้องสาวหนึ่งคนชื่อฮิมาวาริ และมีสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งตัว ชื่อชีโร่ หรือ เจ้าขาว นอกจากนี้ชินจังมักมีท่าแปลกๆ ปรากฏอยู่ภายในเนื้อเรื่องเสมอ อาทิ ท่ามนุษย์ต่างดาวนู้ดครึ่งก้น

Credit : ไทยรัฐออนไลน์

ปวดเมื่อยมหันตภัยร้าย ภัยของทุกวัยในสังคม

ปวดเมื่อยมหันตภัยร้าย ภัยของทุกวัยในสังคม


นั่งทำงานหลายชั่วโมง ร่างกายรับไม่ไหวกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บไปในที่สุด



ปัจจุบันวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่วัยเด็กเล็กไปจนถึงวัยเกษียณอายุ ล้วนแล้วแต่ประสบกับปัญหาความเมื่อยล้าอันเนื่องมาจากการใช้กล้ามเนื้อจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นต้องนั่งหลังคดหลังแข็งท่องหนังสือ นั่งทำงานหลายชั่วโมงติดต่อกัน ฯลฯ จนร่างกายรับไม่ไหวกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บไปในที่สุด

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพประจำสถาบันปรับโครงสร้างอริยะ กล่าวว่า เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้จะมีโรคภัยไข้เจ็บง่ายเพราะเอาแต่เรียนไม่มีกิจกรรมอื่นเสริมเหมือนในสมัยก่อน เพราะเด็กมีความยืดหยุ่นดีจึงทำให้เขามีอาการที่ไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัดในวัยเด็กก็คือ ความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายหรือ ความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้รบกวนพัฒนาการของเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังค่อม หลังคด อ้วน หลังแอ่น เหล่านี้พ่อแม่หลายท่านอาจจะไม่ได้นึกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคต แต่จะกังวลเรื่องบุคลิกภาพ เกรงว่าเมื่อโตขึ้นจะทำให้บุคลิกภาพไม่ดี โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เมื่อย่างเข้าวัยสาวก็จะทำให้มีปัญหาได้ เด็กบางคนมีความผิดปกติจนถึงขั้น สะโพกเอียงไปข้างหนึ่ง หรือหลังไหล่ค่อมจนทำให้ดูไม่สูงก็มี ซึ่งหากดูแลโครงสร้างร่างกายให้ดี ปรับโครงสร้างร่างกายในเด็กกลุ่มนี้แล้วจะทำให้เขามีบุคลิกที่ดีขึ้น ตัวสูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างร่างกาย (แรงอัดในช่องว่างกระดูกสันหลังน้อยลง) และที่สำคัญที่สุดเมื่อเขาโตขึ้นอยู่ในวัยทำงานเขาก็จะสามารถทำงานและเป็นผู้ใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนวัยทำงานเป็นวัยที่ต้องใช้ร่างกายหนักมากที่สุด จนในที่สุด เกิดโรคใหม่ของคนวันทำงาน ที่เรียกว่า Office Syndrome เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่หนักมากเกินไป ใช้ร่างกายอยู่ในท่าเดิมๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ซ้ำๆกัน วันหนึ่งหลายชั่วโมง และต่อเนื่องกันมานานหลายปี รวมถึงไม่ได้ดูแลร่างกายอย่างถูกต้องจึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่น โรคปวดหลัง,ปวดคอ,หมอนรองกระดูกเคลื่อน/ทรุด/และเสื่อมก่อนวัยอันควร ,อ่อนแรง-ชาตามมือ/แขน/ขา ฯลฯ โดยปกติอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนหากคุณไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องแล้ว นอกจากจะกลายเป็นอาการเรื้อรังรักษาไม่หาย ก็อาจทำให้เป็นโรคร้ายได้ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาจถึงขั้นอัมพฤกษ์อัมพาตก็ได้

ด้านผู้สูงอายุทั้งหลาย ที่พบได้บ่อย คือ การปวดเมื่อยตามร่างกาย อันเนื่องมาจากร่างกายมีความเสื่อมอยู่แล้วแต่หากความเสื่อมนั้นเข้ามารุมเร้าก่อนวัยอันควรก็จะทำให้เป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก รวมถึงมีผลกระทบกับคนรอบข้างอีกด้วยเพราะถ้าต้องเป็นภาระของคนอื่นด้วยแล้วยิ่งทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ตามมาด้วย

ในทางของธรรมชาติบำบัดบอกไว้ว่า ความเจ็บปวดและอาการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกที่ร่างกายแสดงออกมาให้เรารับรู้นั้นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่จะบอกเราว่าเราเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว ความเมื่อยล้าหรืออาการปวดเมื่อยก็เช่นเดียวกันเป็นสัญญาณอย่างถึงที่บ่งบอกไปถึงความผิดปกติของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ซึ่งระบบกระดูกกล้ามเนื้อเป็นระบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตหนึ่งชีวิต นั่นคือ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อเป็นทางผ่านของระบบเส้นประสาท เลือด น้ำเหลือง ฯลฯ ซึ่งสมองเป็นตัวสั่งการให้ร่างกายทุกส่วนทำงานอย่างเป็นปกติ ส่งผ่านทุกหน่วยย่อยของเส้นประสาท เซลล์จะได้รับอาหารและถ่ายเทของเสียโดยผ่าน ระบบเลือด/น้ำเหลือง ซึ่งผ่านไปตามแนวของกล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าร่างกายคนเราจะทำงานให้เต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียน ต้องอยู่ภายใต้ระบบกระดูกกล้ามเนื้อที่สมดุลและแข็งแรงไปพร้อมๆ กัน

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนว่าจะเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว ก็คือ การรู้จักดูแลป้องกันตัวเองก่อนที่ตนเองก่อนจะสายเกินไป นั่นคือ การปรับโครงสร้างร่างกายเป็นการปรับสภาวะของระบบกระดูกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและสมดุลกัน กระดูกวางตัวอยู่ในความโค้งที่ปกติ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและข้อต่อมีความแข็งแรงทนทานเพียงพอต่อการใช้งานในไลฟท์สไตล์ ของแต่ละคน

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างร่างกายยังรวมถึงการอยู่ในท่าทางและอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นท่าทางการทำงาน การเดิน การยืน การนั่ง การนอน ฯลฯ เช่นการนอนที่เหมาะสมที่สุดคือนอนหงายมีหมอนรองใต้ข้อเข่า การยืนควรยืนลงน้ำหนักให้เท้าสองข้างลงน้ำหนักเท่าๆ กัน การนั่งไม่ควรนั่งไขว้ห้าง หรือนั่งเท้าแขน ควรเลื่อนก้นให้ชิดพนักพิง ยืดลำตัวตรง หากต้องนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ก็ควรมีช่วงพัก เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ยืดกล้ามเนื้อบ้าง ฯลฯ

เคดิด:http://lifestyle.th.msn.com/

9/20/2552

วิธีการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานที่สุด สไตล์คนใช้ MAC

วิธีการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานที่สุด สไตล์คนใช้ MAC


กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ สำหรับ tip & trick ซึ่งทิปที่จะนำมาฝากในวันนี้ เหล่าสาวกผู้ใช้ mac ทั้งหลายไม่ควรพลาดเลย เพราะเรามีทิปการใช้แบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุด มาฝาก สไตล์คนใช้ mac เลยแหล่ะ หลังจากที่เคยลง tip นี้แต่เป็นของโน้ตบุ้คทั่วๆไปกันไปแล้ว อย่ารอช้า เรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าจะมีวิธีการยืดอายุแบตของ เครื่อง mac สุดรักของเรายังไง


ปรับโหมดแบตเตอรี่ของเราให้เป็นโหมดประหยัดพลังงาน มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

1. เข้าไปที่ apple menu แล้วเลือก system preferences

























2. เมื่อเข้าสู่ system preferences แล้วจะเห็น ไอคอนหลักๆอยู่ 5 ไอคอน ซึ่งถือว่าเป็น 5 เมนูหลักนั่นเอง ให้เรา คลิกที่ show all










3. เมื่อเราคลิก show all ไปแล้ว จะมีเมนูย่อยๆขึ้นมาอีก ให้เราสังเกตที่ หมวด hardware หาคำว่า energy saver เมื่อเจอแล้ว คลิกเข้าไปเลย


























4. จากนั้นจะเข้าสู่ energy saver ตามที่เราต้องการ



5.คลิกเข้าไปตรงส่วนของ sleep ให้เราเลือก ตั้งเวลา ในส่วนของ " Put the computer to sleep when it is inactive for " ซึ่งหมายถึง เวลาที่ เครื่อง mac ของเราจะเข้าสู่โหมด sleep หลังจากที่ไม่ได้ใช้เครื่องนานเท่าใด โดยในที่นี้ ตั้งไว้ 15 นาที

























6. ในหัวข้อถัดมา จาก Put the computer to sleep for จะเป็นการเลือกในส่วนของ ตั้งเวลา เช่นกัน แต่เป็นการตั้งเวลาให้ หน้าจอ ของ mac เข้าสู่โหมด sleep หรือดับลง หลังจากที่ไม่ได้ใช้งาน นานเท่าใด ซึ่งในที่นี้ ผมตั้งไว้ 5 นาทีครับ จะตั้งไว้น้อยกว่านั้นก็ได้นะครับ

เพียง 6 ขั้นตอนง่ายๆเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราประหยัดแบตเตอรี่ไปได้มากโขทีเดียวแล้วครับ แต่ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้เราใช้พลังงานจาก แบตเตอรี่ mac สุดโปรดให้ได้นานที่สุด

ตั้งความสว่างของหน้าจอ
















กดปุ่ม F1และF2 เพื่อปรับค่าความสว่างของหน้าจอ โดยปรับให้สว่างให้น้อยที่สุด แต่ก็ให้เรามองแล้วดูสบายๆนะ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน จากแบตเตอรี่

ปิดการใช้งาน บางฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็น รวมถึง การเชื่อมต่อต่างๆ

1. ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือ เวลาที่เราดูหนังฟังเพลง รวมถึงเล่นเกมส์ ถ้าเล่นจากแผ่นซีดี ดีวีดี เรามักจะใส่แผ่นทิ้งไว้เสมอ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะว่า เครื่องจะมีการอ่านแผ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เปลืองแบตเตอรี่ไปเยอะทีเดียว สรุป อย่า ใส่แผ่น ซีดี ดีวีดี ทิ้งไว้

2. นอกจากนี้ เวลาที่เราไม่ได้ใช้งานเชื่อมต่อพอร์ตต่างๆก็ให้ถอดออก อย่างเช่น เม้าส์ handydrive เป็นต้น สรุป ไม่ได้ใช้งาน เม้าส์ ถอดเม้าส์ ไม่ได้ใช้งาน usb ถอด usb

3. ที่เห็นอยู่บ่อยๆอีกสิ่งหนึ่ง คือ การเปิด บลูทูธทิ้งไว้ ทั้งๆที่ไม่ได้เชื่อมต่อ การทำแบบนี้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ แล้วเราจะปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้อย่างไรดีล่ะ ก็หนุปิดไม่เป็นนี่นา ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมนายปอ จะบอกให้ว่า ปิดการใช้งาน บลูทูธอย่างไร สรุป เปิด บลูทูธทิ้งไว้ เปลืองแบต

วิธีการ " ปิดการใช้ งานบลูทูธ " ไม่ยากครับ มีเพียง 4 ขั้นตอนเท่านั้น

1. ที่ apple menu ให้เลือก system preference (เหมือน ในการปรับโหมดแบตเตอรี่เลยเนอะ)
2. คลิก show all แล้วมอง ในหมวด hardware (เช่นเดียวกับ ก่อนหน้านี้ที่เราเข้าสู่ energy saver เลย) จากนั้น ให้เราคลิก ที่คำว่า bluetooth
3. เมื่อเข้าสู่ในส่วนของ bluetooth ให้เราคลิกที่ แทบ settings
4. จากนั้น ก็เลือก turn bluetooth off เพื่อปิดการใช้งานไปเลย



สำหรับที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ล้วนแต่เป็นวิธีที่ประหยัดการใช้พลังงานเพื่อให้เราใช้แบตเตอรี่ได้นานที่สุด เราจะได้ ใช้ mac สุดรักของเรา คุยกับแฟนนานๆ เอ้ย ทำงาน นานๆไงครับ แหะๆ ก็ลองนำไปใช้ดูนะครับ และถ้ามีความคิดเห็น ข้อติชม อย่างไร ก็ฝากไว้ได้ที่ คอมเม้นต์ ด้านล่างเลย สำหรับวันนี้ ขอลาไปก่อน บ๊ายบายคร๊าบ............



By CS26@CMU





ขอบคุณเนื้อหาจาก

"ระวังก่อนเจอกล(โกง)ร้านกล้อง"

"ระวังก่อนเจอกล(โกง)ร้านกล้อง"

ในวงการร้านขายกล้อง ก็มีการแข่งขันกันสูงมาก กำไรก็น้อยลง ผู้บริโภคก็ฉลาดขึ้น หันมาเช็คราคาของก่อนไปซื้อเป็นอย่างดี ทำให้กรณี?ต้มหมู? เหมือนสมัยยุคก่อนๆทำได้ยากมาก ผมเคยไปแอบดูร้านของเพื่อนที่มันขายกล้องอยู่ คุณเชื่อไหม ว่ากล้องบางรุ่นกำไร 2-3 ร้อยบาทเท่านั้นเอง เทียบกับราคากล้องที่เหยียบหลักหมื่นกันทั้งนั้น คุณลองคิดดูว่าถ้าขายไม่ออกซักตัว 2 ตัวก็ลำบากแล้ว(น่าเห็นใจ) แต่ในเรื่องนี้ผู้บริโภคอย่างเราไม่เกี่ยว(ก็อยากเปิดร้านขายเองนี่หว่า ตูไม่ได้บังคับซักหน่อย) แต่ที่เกี่ยวก็คือกลยุทธหลอกลวงผู้บริโภคแบบหลอกลวงนี่ซิที่ผมยอมไม่ได้ และต้องมาแฉให้ทุกคนได้รู้ไว้


กลยุทธที่ผมเคยเจอมาเอง(สมัยยังเป็นหมูให้เค้าเชือด) และจากที่ได้ยินได้ฟังมาพอจะสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

1.แสดงราคาขายไว้ แต่เป็นราคาที่เอาอุปกรณ์มาตรฐานออก
ข้อนี้เรามักจะเจอกันอยู่บ่อยๆ แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าร้านดังๆหลายๆร้านเคยใช้วิธีนี้ จริงๆแล้วโดยปกติถ้าเป็นกล้องรุ่นเดียวกัน ทางตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย จะแถมอุปกรณ์มาตรฐานมาให้เหมือนกันทุกร้านอยู่แล้ว เช่น รุ่นนี้จะแถม memory เท่าไหร่ แบตเตอรี่หรือกระเป๋ากล้องมีมั๊ย แต่เนื่องจากในยุคที่อินเตอร์เนตเข้ามามีผลกับชีวิตประจำวัน คนที่จะซื้อกล้องเป็นจำนวนมากจะเช็คราคากล้องผ่านระบบ internet ก่อน ว่าร้านไหนถูกสุด จึงทำให้มีบางร้านที่หัวใส (แถวบ้านผมเรียกขี้โกง) ใส่ราคาไว้ใน internet ราคาถูกกว่าชาวบ้าน แต่พอไปถึงร้าน กลับบอกว่า ต้องซื้อโน่นเพิ่มบ้าง นี่เพิ่มบ้าง หรือแถมน้อยกว่าชาวบ้านบ้าง ทั้งที่ร้านอื่นแถมให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน(หมายถึงบริษัทแม่แถมมาให้อยู่แล้ว) พอรวมๆราคาแล้ว ราคาแพงกว่าชาวบ้านเค้าซะงั้น แต่ทำไงได้ละว่ะ ก็มาถึงร้านแล้วนี่ ยังไงก็ต้องซื้อ

สำหรับวิธีการแก้ไขสำหรับกรณีนี้คือ ก่อนจะไปซื้อเช็คให้ดีก่อนหลายๆร้าน โทรศัพท์ที่มีนะใช้ให้เป็นประโยชน์ เช็คให้ดีว่ารุ่นนี้เค้าแถมอะไรบ้าง เท่าไหร่ ที่สำคัญคือ
- Memory แถมเท่าไหร่ 32,64,128 , 256 หรือ 512 เช็คให้ดี ถามให้ชัดเจนว่า ?แถม? หรือต้องซื้อเพิ่ม โดยส่วนใหญ่(99%)กล้องดิจิตอลทุกรุ่นจะมีแถมมาด้วยอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง
- Battery แถมรึเปล่า ซึ่งอันนี้ก็ไม่แน่บางรุ่นก็ไม่แถม โดยเฉพาะรุ่นที่ราคา ไม่ถึง 12,000 นี่ไม่ค่อยแถมครับ ต้องซื้อเพิ่ม
- กระเป๋า อันนี้ก็แล้วแต่รุ่นเหมือนกัน บางทีทางร้านก็แถมของทางร้านเองให้
- ขาตั้งกล้อง อันนี้ไม่ค่อยแถมครับ ส่วนใหญ่จะเป็นของทางร้านเอง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็แถมของโหล ใช้งานไม่ค่อยได้) หรือถ้ามีแถมมาจากผู้ผลิต ก็จะเป็นอันเล็กๆ เหมาะจะเอามาประดับซะมากกว่า

แต่หากไปถึงร้านแล้วปรากฏว่า ไม่เป็นอย่างที่พูด หรือเห็นว่าเข้าข่าย ?หลอกกันนี่หว่า? แล้วละก็ วิธีการเดียวคือ ?กลับ? ครับ อย่าไปซื้อของมัน ถ้าไม่อย่างนั้นเท่ากับเป็นการส่งเสริมไอ้พวกนี้ให้ได้ใจใหญ่เลย

2.แสดงราคาขายที่เป็นราคาเครื่องหิ้ว แต่เขียนให้เข้าใจผิดว่าเป็นราคาเครื่องศูนย์
กำไรของการขายเครื่องหิ้วและเครื่องศูนย์ต่างกันพอสมควรครับ อีกอย่างเครื่องศูนย์ มักจะมีการกำหนดราคาขายมาตายตัวมาจากบริษัทแม่(บางบริษัท นะครับ ไม่ใช่ทุกยี่ห้อ) ว่าให้ขายราคาเท่ากันหมด ทำให้ตัดราคาขายไม่ได้ จึงมีบางร้านหัวใส(อีกแล้ว) ใส่ราคากล้องไว้ในเว็บว่าราคาของตูถูกกว่าเป็นพันบาท แต่พอไปถึงร้านแล้ว ขอโทษ ไม่ใช่เครื่องศูนย์ครับ เป็นเครื่องหิ้ว(เรียกอีกอย่างว่าหนีภาษีนั่นเอง) อันนี้ก็เจอบ่อยครับ โดยเฉพาะจ้าวใหญ่ๆที่มีการหิ้วกล้องเข้ามาขายเอง แล้วโฆษณาว่า?ถูกที่สุดในประเทศไทย? นี่แหละ ตัวดีเลย

วิธีแก้ก็เหมือนเดิมครับ โทรเช็คก่อน ว่าราคานี่เป็นเครื่องหิ้วหรือเครื่องศูนย์ แล้วแถมอะไรบ้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้ราคาไม่ต่างกันมากครับ โดยเฉพาะถ้ารวมราคาของแถมด้วยแล้วละก็ บางรุ่นเครื่องศูนย์ราคาถูกกว่าก็ยังมีเลย

3.ขายเครื่องหิ้ว ในราคาเครื่องศูนย์
อันนี้ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงพอสมควร เพราะสามารถเรียกได้ว่าโกงอย่างเต็มปาก จึงไม่ค่อยเห็นร้านไหนทำเท่าไหร่ นอกจากหน้าตาคุณจะละม้ายคล้าย หมู(น่าต้ม) หรือ ลา(โง่) นั่นแหละ อาจจะมีโอกาสเจอได้

วิธีแก้ไขข้อนี้ไม่ยากครับ ดูใบรับประกันให้ดี(ดูว่าเป็นใบรับประกันของแท้ด้วยนะ ไม่ใช่ใบรับประกันทำเอง) ให้หมายเลขเครื่องตรงกับในใบรับประกันเป็นพอ

4.ใส่ราคาไว้ถูกกว่าชาวบ้าน แต่ถึงเวลาไปจริงๆไม่มีของ แต่เชียร์รุ่นอื่นแทน
อันนี้บอกยากเหมือนกันครับ ว่าเจตนาเป็นยังไง บางที่เค้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคุณหรอกครับ อย่างที่บอกว่ากล้องเดี๋ยวนี้กำไรไม่ได้มากมายอะไร ถ้าเทียบกับราคากล้อง ร้านส่วนใหญ่จึงมี stock ของเก็บไว้ไม่กี่ตัว โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมด้วยแล้ว บางร้านก็ไม่มีติดไว้ที่ร้านเลย แล้วถ้าจู่ๆคุณไปที่ร้านเค้าเลยแล้วเค้าบอกว่าของไม่มี หรือหมด คุณจะไปบอกว่าเค้าหลอกลวง มันคงไม่ใช่ แต่ที่จะเข้าข่ายหลอกลวงคือเค้าตั้งใจให้คุณไปที่ร้านแล้ว หว่านล้อม ชักแม่น้ำทั้ง 7 ให้คุณซื้อรุ่นอื่น(ซึ่งเค้าอาจจะได้กำไรดีกว่า) อันนี้ก็ต้องถือว่าไม่ถูกต้องนัก

วิธีการแก้ไขก็ไม่อยากเช่นกันครับ โทรศัพท์(อีกเช่นเคย) ไปถามเค้าก่อนว่ารุ่นนี้มีมั๊ย แล้วนัดเค้าให้ดีว่าวันไหนจะเข้าไปเอา ที่สำคัญอย่าลืมทิ้งเบอร์ไว้ให้เค้าด้วย ในกรณีที่ของหมดหรือไม่มีของกระทันหันให้เค้าโทรมาแจ้งเรานิดนึงจะได้ไม่เสียเวลา

5.โจมตีคู่แข่ง ยกหางร้านตัวเอง
เมื่อคู่แข่งมีมาก ตลาดยังมีเท่าเดิม วิธีการที่ร้านกล้องบางแห่งเลือกใช้คือ?โจมตี ป้ายสี ?ร้านคู่แข่ง และยกหางร้านตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะชุมชนที่มีผู้ใช้กล้องมารวมกันเยอะๆ เช่น ในเว็บ Pantip หรือ เว็บ Taklong พวกนี้จะใช้วิธีให้คนของตนสมัครสมาชิกไว้หลายๆชื่อ หลังจากนั้น ก็จะคอยดูกระทู้ที่มีคนเข้ามาถามเกี่ยวกับการซื้อกล้อง แล้วก็จะตอบว่า ?ร้าน....บริการดีครับ? ?ไปที่ร้าน.....ซิ ดีครับ ผมเคยซื้อมาแล้ว? อะไรทำนองนี้ครับ ส่วนใหญ่พวกที่มาตอบแบบนี้ 80% จะเป็นพวกหน้ายาว(เหมือนม้า)ครับ ซึ่งสำหรับกรณีนี้ยังพอให้อภัย แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อว่าร้านคู่แข่งอย่างเสียๆหายๆ แต่งเรื่องที่ไม่เป็นความจริงขึ้นมา น้ำเน่ายิ่งกว่าละครหลังข่าวเสียอีก ทั้งที่จริงแล้วร้านที่มาโพสว่าคนอื่นเนี่ย อาจจะ?ห่วย?ที่สุดก็ได้

อันนี้เราคงไม่ต้องแก้ไขหรอกครับ แต่จำไว้ในใจก็พอว่า?อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ?ครับ โดยเฉพาะในสื่อ internet ที่ไม่เห็นว่าใครเป็นใครเนี่ย ลองหาข้อมูลแบบอื่นๆดูบ้าง โทรไปคุยกับทางร้านดูก็ได้ ผมว่าร้านดีๆเค้าก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษาครับ





ที่มา http://www.klongdigital.com

แก้ปัญหา ออนเอ็มไม่ได้ เนื่องจากอัพเดท MSN แบบง่ายๆๆ

แก้ปัญหา ออนเอ็มไม่ได้ เนื่องจากอัพเดท MSN แบบง่ายๆๆ

มือถือสมาร์ทโฟนมาแรงทั่วโลก

มือถือสมาร์ทโฟนมาแรงทั่วโลก

แอลจีระบุโทรศัพท์มือถือกลุ่มสมาร์ทโฟนกำลังเติบโตต่อเนื่องทั่วโลก ส่งทีมงานวิจัยกว่า 500 คน ทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ ทำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เน้นใช้ง่าย







มือถือสมาร์ทโฟนมาแรงทั่วโลก


นายสมศักดิ์ อธิศัยตระกูล ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์ มือถือ บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า จากการศึกษาข้อมูลผู้บริโภคในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยังแยกความแตกต่างระหว่างสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการและทัชโฟนกลุ่มพรีเมียมไม่ได้ และยังพบว่า ความต้องการใช้สมาร์ทโฟนมีความหลากหมายมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มนักธุรกิจและผู้บริหาร อีกทั้งอัตราการ เติบโตของสมาร์ทโฟนและทัชโฟนทั่วโลก ปี พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา สูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งไทย ก็มีอัตราการเติบโตเหมือนต่างประเทศ

สำหรับแอลจี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไมโคร ซอฟท์ ได้ส่งทีมวิจัยและพัฒนาจำนวนกว่า 500 คน ไปทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ เพื่อให้ระบบปฏิบัติการวินโดว์โมบายซึ่งใช้โทรศัพท์มือถือกลุ่มสมาร์ทโฟนของแอลจีนั้นใช้งานง่าย และสามารถผสานกับเทคโนโลยีเอสคลาส อินเตอร์เฟสของแอลจี ที่ผ่านมาผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการวินโดว์โมบายจะบ่นว่า เครื่องใช้งานยาก ราคาแพง ไม่มีฟังก์ชันมัลติมีเดียเหมือนทัชโฟน ซึ่งการทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ทำให้สมาร์ทโฟนของแอลจีใช้งานมัลติมีเดียเต็มรูปแบบ นอกไปจากการใช้งานด้านการจัดการข้อมูลส่วนตัวและอีเมล

แอลจี ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รุ่นจีเอ็ม 730 อีซี่สมาร์ทโฟน ใช้ระบบปฏิบัติการ วินโดว์โมบาย กล้อง 5 ล้านพิกเซล ตัวเครื่องขนาด 11.9 มิลลิเมตร เพิ่มหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 32 กิกะไบต์.




ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

2009!!!…ปีแห่งนวัตกรรมไร้สายครองเมือง

2009!!!…ปีแห่งนวัตกรรมไร้สายครองเมือง

สำหรับปี 2008 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับแวดวงไอทีทั่วโลกรวมทั้งบ้านเราด้วย หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ใช้ไอทีบ้านเราที่จะได้สมหวังกันสักที นั่นก็คือ การที่ กทช. ประกาศอนุมัติ WiMax-3G ในต้นปี 52 หรือปี 2009 นี้ หลังจากติดโรคเลื่อนและปัญหาหยุมหยิมมานาน จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป แต่จะสรุปออกมาได้ดีอย่างที่เราๆ ท่านๆ หวังเอาไว้หรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของโลกในยุคที่นวัตกรรมไร้สายครองเมือง ซึ่งในปี 2009 นี้ เราจะได้เห็นและได้สัมผัสกับเทคโนโลยีไร้สายในรูปแบบใดบ้างนั้น ไปติดตามพร้อมๆ กันเลยครับ...

WiMax จิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เกือบหาไม่เจอ!!!
ปี 2009 นี้ หากไม่พูดถึงเรื่อง WiMax คงต้องกลายเป็นคนตกกระแสแน่ๆ ครับ เพราะความหวังที่หลายคนตั้งตารอมานานนั้น ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว หลังจากการประกาศออกใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ ไวแมกซ์ (WiMax) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งผ่านการตรวจสอบและทดสอบมายาวนานหลายปี บัดนี้ ประเทศไทยกำลังจะมีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G/WiMax ให้ใช้งานเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว (*0*)/ (ไชโย!!!) ภาพของสังคมไทยและผู้คนที่ดำเนินชีวิตในยุค 3G/WiMax จะออกมาในรูปแบบใดนั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้แน่ จนกว่าจะได้เห็นโฉมหน้าของบริการและแอพพลิเคชันต่างๆ จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ทั้งหลายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช.

ถ้าเราดูตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียที่นำเอาเทคโนโลยี WiMax ไปใช้งานนั้น หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกับผู้คนในเมืองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตและใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้อย่างไม่มีปัญหาติดขัด ด้วยคุณสมบัติของ WiMax ในการรับส่งข้อมูลที่มีอัตราเร็วถึง 75Mbps และครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกลเกือบ 50 กิโลเมตร ทำให้สามารถขยายโครงข่าย WiMax ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการลากสายทองแดงจากชุมสายหรือโอเปอเรเตอร์ไปยังผู้ใช้ปลายทางอีกด้วย

สิ่งที่เทคโนโลยี WiMax ตอบสนองให้เราได้นั้น นอกจากใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากที่ใดๆ ก็ตามอย่างทั่วถึงแล้ว Wimax ยังเป็นจิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มระบบไร้สายปัจจุบันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น พื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไร้สายระบบเดิมอย่าง Wi-Fi เข้าไม่ถึง หรือมีความเร็วไม่เพียงพอ โครงข่ายของ WiMax ก็จะเป็นตัวเชื่อมให้พื้นที่เหล่านี้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายในระดับความเร็วที่ผู้ใช้ต้องการ รวมทั้งการขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอาศัยโครงข่าย WiMax เชื่อมต่อกับโอเปอเรเตอร์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ หากโทรศัพท์เคลื่อนที่ฝังชิป WiMax ลงไปในเครื่องด้วยแล้ว คุณก็จะมีเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและครบเครื่องอยู่ในมือเลยทีเดียว แต่สำหรับตอนนี้ คงต้องรอให้ทาง กทช. จัดสรรย่านความถี่สำหรับ WiMax ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน อิอิ (*_*)/

Nex Gen Wi-Fi

สำหรับค่ายมือถือที่รอลุ้นอยู่ว่าจะได้รับใบอนุญาตจาก กทช. เพื่อเปิดให้บริการ 3G/WiMax ได้ก่อนใครเพื่อนหรือไม่นั้น ตอนนี้ WiMax คงจะเปรียบเหมือนกับสลากรางวัลที่ 1 ซึ่งหากถูกรางวัลนี้ก็ได้เฮกันเลย ส่วนผู้ให้บริการที่พลาดรางวัลนี้ก็อาจถึงกับฝันร้ายไปเลย เมื่อคู่แข่งได้ WiMax ไปขับเคลื่อนระบบเครือข่ายของตนก่อน ย่อมได้เปรียบอย่างมาก โดยเฉพาะการปล่อยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่สามารถทำได้เหนือกว่า



ข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ตไร้สายปัจจุบันอย่าง Wi-Fi คือ ความเร็วและระยะทางหรือขอบเขตในการให้บริการ ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 54Mbps (มาตรฐาน 802.11g) และมีระยะทางไม่เกิน 100 เมตร เมื่อเทียบกับอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ใช้เทคโนโลยี WiMax ในการรับส่งสัญญาณสามารถให้อัตราเร็วสูงถึง 75Mbps และมีพื้นที่ให้บริการในรัศมี 48 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับ Wi-Fi และเทคโนโลยี 3G อื่นๆ แล้วต้องถือว่า WiMax ขี่ม้าขาวผ่าทางตันมาเพื่อยุคดิจิตอลมัลติมีเดียจริงๆ เพราะยุคนี้ การรับส่งข้อมูลไม่ได้มีเพียงแค่ข้อความและเสียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลมัลติมีเดียอื่นๆ ด้วย สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านระบบเครือข่าย Wi-Fi เดิม จึงต้องปรับปรุงเครือข่ายให้มีความเร็วที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้ยุคนี้ ไม่อย่างนั้น เครือข่าย WiMax เอาไปกินหมดแน่ๆ เราอาจจะได้เห็น Hi-Speed Wi-Fi ที่ใช้มาตรฐาน 802.11N ซึ่งให้อัตราเร็วอยู่ระหว่าง 74-248Mbps ออกมาให้บริการก่อนที่เสาเครือข่าย WiMax ต้นแรกจะปักหมุดก็เป็นได้ เพราะตอนนี้ทั้งโน้ตบุ๊กและการ์ด Wilreless LAN รุ่นใหม่ๆ ต่างก็รองรับมาตรฐานดังกล่าวกันเกือบหมดแล้ว

Sub Notebook/Mobile Phone

ซับโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊ก รวมทั้งโทรศัพท์มือถือไฮ-เทค ทั้งหลายในปี 2009 ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไร้สาย รวมถึงบริการและแอพลิเคชันต่างๆ ที่จะทยอยออกมาในปีนี้ ถ้าพูดถึงเน็ตบุ๊กนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเทรนด์ใหม่มาแรง และจะแรงไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เนื่องจากค่ายโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่หันมาเจาะตลาดกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผู้ใช้งานหลายระดับ ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงานและนักธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มีความสามารถอยู่ระหว่างพีดีเอกับโน้ตบุ๊ก ซึ่งเน็ตบุ๊กเข้ามาเติมช่องว่างนี้ได้พอดี ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ จะมีความไฮ-เทค และประสิทธิภาพที่ไล่หลังมาก็ตาม แต่ก็ยังตอบตอบสนองการใช้งานได้ไม่ครอบคลุม โดยในปีนี้ เน็ตบุ๊กจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการท่องเน็ตและดิจิตอลเล่นคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านหน้าเว็บเป็นหลัก





ส่วนโทรศัพท์มือถือนั้น หน้าจอแบบสัมผัสคงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้คลั่งไคล้ในมือถือ เนื่องจากให้ประสบการณ์ในการใช้งานได้หลากหลายกว่าการกดปุ่มแบบเดิมๆ นอกจากนี้แอพพลิเคชันใช้งานต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อระบบสัมผัสก็ดูจะเป็นของเล่นใหม่ที่ดึงดูดผู้ใช้ได้มากทีเดียว การแข่งขันของค่ายมือถือและผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในยุคไร้สาย นอกจากต้องนำความแปลกใหม่มาให้ผู้ใช้แล้ว ยังต้องพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพของอุปกรณ์รวมถึงแอพพลิเคชันหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นยุคที่ WiMax กลายเป็นเฟืองตัวหลักของเครือข่ายไร้สาย!

Wireless Mobile Printer

พรินเตอร์ไร้สายก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่จะได้รับความนิยมในยุคที่ระบบไร้สายครองเมือง ถึงแม้ว่าจะมีออกมาให้เห็นในตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่นั่นก็ยังเป็นพรินเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ครับ เรากำลังพูดถึงพรินเตอร์ไร้สายที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเน็ตบุ๊กหรืออาจจะใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก ถ้าคุณเคยเห็นพรินเตอร์ขนาดเล็กที่เอาไว้พิมพ์บาร์โค้ดแปะข้างกล่องสินค้า หรือพิมพ์ใบเสร็จแผ่นเล็กๆ พรินเตอร์ที่ว่านี้ก็มีขนาดพอๆ กัน โดยคุณสามารถพกไปไหนมาไหนได้สบาย เพราะมันใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาเซลล์





Wireless Mobile Printer ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี ได้รับความนิยมจากบรรดาวัยรุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เพียงพอกับความต้องการในการพิมพ์ภาพต่างๆ เช่น การสั่งพิมพ์ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ หรือผ่านสายดาต้าลิงก์ และสายยูเอชบี ก็สามารถทำได้ ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก จึงเหมาะสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายเล็กๆ ที่มีขนาดพอๆ กับภาพถ่ายจากตู้สติ๊กเกอร์ ส่วนพรินเตอร์ไร้สายที่เป็นรุ่นใหญ่ขึ้นอีกนิด ก็สามารถรองรับการพิมพ์ผ่านระบบไร้สายต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ทั้ง Infrared, Bluetooth และ Wi-Fi สำหรับพรินเตอร์ไร้สายที่สามารถพกพาได้สะดวกแบบนี้ คงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2009 นี้แน่!

ร้านสะดวกซื้อไร้สาย

ร้านสะดวกซื้อกับระบบไร้สาย ฟังดูไม่นาจะเกี่ยวข้องกัน แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ร้านสะดวกซื้อที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี ได้นำเอาระบบไร้สายเข้ามาช่วยในการบริหาร้าน ตั้งแต่จัดการเรื่องสต๊อกสินค้าไปจนถึงระบบความปลอดภัยภายในร้าน ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ระบบไร้สายที่นำมาใช้ในร้านสะดวกซื้อพวกนี้ค่อนข้างล้ำหน้าไปไกลแล้ว ภายในร้านมีแค่ผู้จัดการและพนักงานอีก 2-3 คน นอกนั้นใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อด้วยระบบไร้สายในการบริการร้านทั้งหมด ถ้าคุณเคยเห็นแผ่นป้ายบาร์โค้ดที่ติดไว้ในชั้นขายสินค้าต่างๆ ที่นี่จะไม่มีครับ เพราะทุกอย่างเป็นระบบดิจิตอล ป้ายกระดาษบาร์โค้ดถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ LCD ซึ่งแสดงราคาและชื่อสินค้า ภายในชั้นวางสินค้าจะมีเซนเซอร์ตรวจนับจำนวนของสินค้าที่ถูกซื้อไป เมื่อสินค้าใกล้จะหมด เครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งพนักงานก็จะทราบทันที นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า ก็ไม่ต้องเดินมาแปะบาร์โค้ดหรือป้ายราคาใหม่อีกด้วย เพราะสามารถสั่งการได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เคาเตอร์ไปยังป้ายแสดงราคาดิจิตอลได้ทันที ผมว่าอีกไม่นานญี่ปุ่นคงสร้างหุ่นยนต์ลำเลียงสินค้าสำหรับร้านสะดวกซื้อด้วยแน่ๆ แบบนี้สงสัยคงมีคนตกงานกันอีกตรึม (*0*)!





โจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย

เมื่อเข้าสู่ยุคไร้สายครองเมือง นอกจากเราจะได้เห็นความศิวิไลย์ของเทคโนโลยีต่างๆ กันแล้ว หากมองถึงภัยร้ายต่างๆ ที่มักมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็คงหนีไม่พ้นด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การโจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย ถ้าเป็นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราคงนึกถึงการแฮกข้อมูลบนมือถือผ่านระบบบลูทูธกัน แต่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้มีแค่บลูทูธเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Edge, GPRS, CDMA, Wi-Fi ไหนจะ WiMax ที่กำลังจะมาอีก การโจรกรรมข้อมูลในยุคไร้สายจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณติดตามข่าวการเจาะฐานข้อมูลของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งนำเอาระบบ RFID มาใช้ คงจะทราบดีว่าการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบไร้สายนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อข้อมูลดิจิตอลถูกส่งไปในอากาศก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่มีอุปกรณ์ดักจับสัญญาณและถอดรหัสก็สามารถได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ หนำซ้ำยังอาจถูกย้อนรอยเจาะขึ้นไปถึงฐานข้อมูลหลักเลยทีเดียว สำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไปที่พกพาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบไร้สายต่างๆ ได้นั่น อุปกรณ์ของคุณจะถูกสอดส่องและตกเป็นเป้ามากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเชื่อใจเทคโนโลยีที่เพิ่งออกมาใหม่ จึงมักฝากข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลสำคัญเอาไว้ในอุปกรณ์พวกนี้ด้วย

เมื่อเทคโนโลยีไร้สายช่วยให้อุปกรณ์ดิจิตอลเชื่อมต่อเข้าหากันได้จากทุกที่ และทำได้ง่ายขึ้นเท่าไร การแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลที่ร่องลอยในอากาศก็ยิ่งมีมากขึ้น ต่อจากนี้ หากคุณเห็นใครถือเน็ตบุ๊กหรือโทรศัพท์มือถือเดินไปเดินมาตามที่สาธารณะต่างๆ อาจไม่ใช่แค่การใช้งานทั่วไป แต่อาจเป็นการสแกนหาสัญญาณไร้สายเพื่อโจรกรรมข้อมูลก็เป็นได้....

10 สุดยอดโปรแกรม iPhone(ควรมีใว้)

10 สุดยอดโปรแกรม iPhone(ควรมีใว้)
ช่วงนี้ใครที่ต้องการซื้อโทรศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังบ้าเทคโนโลยีคงต้องติดตามโทรศัพท์ที่มีชื่อว่า iPhone เพราะถือว่าเป็นสุดนวัตกรรมของปี 2007 แล้วเกิดมีโทรศัพท์รุ่นนี้ขึ้นมาล่ะ จะติดตั้งโปรแกรมไหนดี ตอนนี้เราได้ประมวลสุดยอดโปรแกรมที่ต้องติดตั้งลงในเครื่อง iPhone มาให้กับคุณแล้ว

1. iWorld เลือกให้ใช้กับทุกโอเปอร์เรเตอร์ของทั่วโลก

(Firmware 1.1.2 ขึ้นไป)




เมื่อต้องการนำเครื่องไอโฟนไปใช้กับที่อื่นๆ ต้องถือว่าตอนนี้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้ไอโฟนเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 1.1.2 หรือซื้อตั้งแต่ Week 45 ขึ้นไป โปรแกรมนี้จะช่วยให้คุณสามารถนำเครื่องไปใช้กับทั่วโลกได้อย่างสบาย โดยจะติดตั้งค่าต่างๆ จากโอเปอร์เรเตอร์ในประเทศนั้นๆ เพียงแค่คุณเลือกแต่ละประเทศที่ต้องการใช้งาน ซึ่งการเลือกประเทศก็ต้องถือว่าอินเทอร์เฟซของไอโฟนทำได้อย่างสุดยอดๆ เพียงสัมผัสขึ้นลงเล็กน้อยเท่านั้น คุณก็สามารถเลือกประเทศที่ต้องการได้แล้ว แค่นี้ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นโดยไม่ต้องเสียเวลากับการตั้งค่าต่างๆ อีกด้วย


2. iSIM หรือ SIMPort เลือกข้อมูลจากซิมการ์ดของคุณ


(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)




เมื่อมีเครื่องโทรศัพท์ใหม่ แล้วข้อมูลที่อยู่ในซิมการ์ดของคุณจะทำอย่างไร โดยเฉพาะไอโฟนซึ่งมีคุณสมบัติไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาด้วย จะแก้ไขหรือจะดึงข้อมูลอะไรที่อยู่ในซิมการ์ด แทบไม่มีโอกาสเลย แต่ตอนนี้ถ้าคุณได้ลงโปรแกรม iSIM หรือ SIMPort ตัวใดก็ได้ จะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลต่างๆ จากซิมของคุณ โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ของคุณที่ติดอยู่ในซิมการ์ด เพราะปกติเวลาใช้งานต่างๆ ไอโฟนจะไม่อ่านข้อมูลจากซิมการ์ดของคุณ ถ้าเบอร์นั้นอยู่ในเครื่องก็จะไม่ปรากฏรายชื่อเรียกเข้า จนกว่าคุณจะนำชื่อนั้นเก็บเข้าเครื่องอีกครั้งหนึ่ง

3. NetServices /IToggle/Toggle เลือกปิดเปิดบริการตามความชอบ

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)






ทั้งสามโปรแกรมนี้ ต่างก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยปิดและเปิดเซอร์วิสต่างๆ ที่เราไม่ต้องการจะใช้งาน เนื่องจากภายในเครื่องไอโฟนสามารถติดต่างสื่อสารกับโลกภายนอกตลอดเวลา บางครั้งคนที่ใช้งานไม่รู้ตัว ถ้าเกิดเปิดเซอร์วิสบางอย่างออกไป ถึงเวลาปลายเดือนอาจจะมีปัญหาเรื่องบิลโทรศัพท์ของคุณ อย่างเช่น เครือข่ายในบ้านเราทั้งโอเปอร์เรเตอร์รายใหญ่ๆ ทั้ง 3 ราย มีการใช้เทคโนโลยี EDGE สำหรับเชื่อมต่อกับโลกไร้สาย ซึ่งถ้าไม่มีการปิดเซอร์วิสก็จะมีการเชื่อมต่อกับโลกไร้สายไปเรื่อยๆ ซึ่งโอเปอร์เรเตอร์ปัจจุบันจะมีวิธีการคิดข้อมูลการเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของรายชั่วโมง ซึ่งอาจจะทำให้คุณเสียชั่วโมงที่เชื่อมต่อออกไป อย่างน่าเสียดาย สำหรับทั้งสามโปรแกรมนี้ เรามีเซอร์วิสให้เลือกปิดเปิดหลากหลายมากตั้งแต่ปิดเปิดฟังก์ชัน Airplane Mode/Wi-Fi/EDGE/Auto-Lock/Bluetooth ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มีฟังก์ชันให้เลือกใช้เหมือนๆ กัน แต่คนละอินเทอร์เฟซเท่านั้น ใครที่สนใจก็ลองติดตั้งสักโปรแกรมได้เลย

แถมท้ายอีกหน่อยสำหรับค่า EDGE ของแต่ละค่ายในเมืองไทย

AIS

APN = internet
Username = ais
Password = ais

Dtac

APN = www.dtac.co.th
Username เว้นไว้
Password เว้นไว้

True Move

APN = internet
Username = True
Password = True

4. SM Keyboard และ Thai Font

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)




สำหรับคนที่ห่วงเรื่องภาษาไทยกับไอโฟน ตอนนี้ก็มีผู้ใจดีที่พัฒนาคีย์บอร์ดภาษาไทยให้กับคนใช้ไอโฟน ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องโปรแกรมคีย์บอร์ดของคุณจะหมดอายุด้วย เพราะตอนนี้เขาพัฒนามาไกลพอสมควร ตรงนี้ต้องให้เครดิตกับทาง Smart-Mobile ที่พัฒนาสิ่งดีๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไอโฟน สามารถเลือกใช้งานและเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องเสียสตางค์อีกด้วย
สำหรับการใช้คีย์บอร์ดที่เป็นภาษาไทย จะมีทั้งพัฒนาไว้เป็น 3 แถวและ 4 แถว แล้วแต่ความถนัดการใช้งาน ซึ่งขอบอกว่าเวิร์กทั้งคู่เลยล่ะครับ แต่อย่างไงผมก็ชอบใช้ที่เป็น 4 แถวมากกว่า เพราะภาษาไทยของเรามีตัวอักษรให้เลือกใช้เยอะมาก เยอะกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก เวลาจิ้มตัวอักษรจะได้ไม่ผิดบ่อยๆ อีกด้วย

5. WeDict


(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)




สำหรับผู้ที่ต้องการหาพจนานุกรมมาใช้ ไอโฟนก็ยังมีพจนานุกรมให้เลือกใช้แล้วแต่ละภาษาที่ถูกพัฒนา แต่ตอนแรกๆ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการพจนานุกรมคงต้องติดตั้ง WeDict โปรแกรมทางผ่านให้คุณสามารถใช้ค้นหาคำศัพท์ตามลักษณะที่ต้องการก่อน จากนั้นถึงต้องลงโปรแกรม Lexitron แล้วแต่ภาษาที่ต้องการให้แปล อย่างเช่น Lexitron Thai-Eng ใช้กับแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ ส่งถ้าต้องการแปลภาษาอังกฤษเป็นไทยก็ต้องลง Lexitron Eng-Thai เพิ่มลงไป ส่วนใครที่ต้องการแปลเป็นภาษาอื่นๆ ก็มีให้เลือกดาวน์โหลดตามลักษณะการใช้งานของคุณ

6. SummerBoard

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)



ใครที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ๆ ต้องรู้จักการเปลี่ยนธีมของเครื่อง หรือคือการเปลี่ยนหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ตามต้องการ ไอโฟนก็เช่นเดียวกัน มีโปรแกรมสำหรับเรียกใช้ธีมใหม่ๆ จากเครื่องโดยเฉพาะ ซึ่งธีมต่างๆ จะต้องถูกเรียกผ่านจาก SummerBoard โดยคนที่ใช้ไอโฟนในเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ 1.0.2 สามารถใช้โปรแกรม SummerBoard (Old) ได้ แต่ถ้าเป็นเวอร์ชันที่สูงกว่านั้น จะไม่มีคำว่า (Old) ลงท้าย แล้วธีมใหม่ๆ จะมาจากไหนกันบ้างล่ะครับ เรื่องนี้ไม่อยากเลย ถ้าคุณมีโปรแกรม SummerBoard แล้ว จะเห็นธีมใหม่ๆ ที่มาให้ดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม Installer ที่อยู่ในเครื่องไอโฟนของคุณ หรือสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเลือกรับธีมใหม่ๆ ตามต้องการอีกด้วยหมายเหตุ สำหรับธีมของไอโฟนจะมีความพิเศษกว่าธีมในลักษณะของเครื่องโทรศัพท์ทั่วไป เพราะสามารถเลือกเปลี่ยนไอคอนเป็นรูปต่างๆ ตามธีมที่ต้องการได้ เรียกได้ว่าแต่ละธีมก็ขนมาประกวดกันอย่างสนุกสนานเลย

7. SMSD/iSMS/WeTools

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)



สำหรับคนที่เริ่มต้นใช้ไอโฟนจะประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อความที่ส่งมาให้ในเครื่องมาก เพราะเมื่อต้องการที่จะลบข้อความที่อยู่ในแต่ละเรื่อง ถ้าใช้โปรแกรม SMS ของไอโฟนที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง จะถูกลบข้อความออกไปทั้งหมด แต่เหลือไว้สำหรับชื่อของผู้ส่งไว้เท่านั้น ถ้าต้องการลบชื่อก็ต้องเลือกลบอีกที แต่ใครที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ปกติมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อความอะไร ตามปกติเวลาลบแต่ละข้อความ ก็อาจจะเลือกลบเพียงบางข้อความเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็ต้องหาโปรแกรม SMSD หรือ iSMS จาก Installer มาติดตั้งไว้ด้วย
ส่วนโปรแกรม WeTools จะทำหน้าที่คล้ายๆ กับทั้ง SMSD และ iSMS แต่จะมีเพิ่มอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำหน้าที่เก็บล็อกข้อมูลที่โทรเข้าออก ใครที่ต้องการจะลบข้อมูลก็สามารถเข้ามาลบทีละรายการได้เลย

8. iReboot

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)

สำหรับคนที่ต้องการบูตเครื่องใหม่ หรือรีสตาร์ตเครื่อง โปรแกรม iReboot เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้ใช้ควรจะลงไว้ เพื่อถนอมปุ่มเปิดปิดที่ต้องใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่ง iReboot จะรีบูตเครื่องให้ทันทีที่ต้องการจะรีบูต จากการใช้งานทั้งในเฟิร์มแวร์ที่เป็นเวอร์ชัน 1.1.0 และ 1.1.2 จะไม่ค่อยมีปัญหากับโปรแกรมนี้เท่านั้น เมื่อเรียกใช้และกดคอนเฟิร์มที่ต้องการจะรีบูต เครื่องก็จะรีบูตทันที แต่ถ้าเป็นเวอร์ชัน 1.0.2 จะค่อนข้างมีปัญหาเหมือนกัน เพราะเมื่อเรียกโปรแกรมนี้ขึ้นมาใช้แล้ว จะเปลี่ยนสถาพเป็นหน้าจอสีขาวอย่างเดียว เมื่อต้องการใช้งานอีกครั้งก็ให้กดปุ่ม Home ก็จะกลับมายังจุดเดิม

9. CallD

(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)






สำหรับการใช้งานก่อนหน้านี้ บางคนอาจจะประสบปัญหาของการลบรายชื่อที่เรียกเข้ามา ซึ่งก่อนหน้านี้ถ้าต้องการลบรายชื่อที่เรียกเข้ามา ผลของมันก็คือ การลบรายชื่อทั้งหมดที่โทรเข้าและโทรออกเลย แต่ตอนนี้เรามีโปรแกรม CallD ซึ่งจะเก็บล็อกของแต่ละรายชื่อว่า โทรมากี่โมง และต้องการจะลบรายชื่อรายการไหนเป็นส่วนๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องลบรายชื่อทั้งหมดเหมือนก่อนติดตั้งโปรแกรมนี้ ช่วยเราได้อีกเยอะเลย

10. SwirlyMMS
(Firmware 1.0.2/1.1.0/1.1.2)





ปัญหาของการใช้ไอโฟนตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องของการส่งข้อความที่เป็นรูปภาพหรือเราจะเรียกกันติดปากว่า ข้อความที่เป็น MMS ซึ่งไอโฟนยังไม่ได้พัฒนาให้สามารถใช้รับส่งข้อความที่เป็นภาพได้เลย SwirlyMMS โปรแกรมใหม่ล่าสุดที่ช่วยสร้างความฝันให้กับผู้ใช้ไอโฟน ให้สามารถส่งภาพที่ต้องการไปยังเบอร์อื่นๆ ตามต้องการ แต่ด้วยการพัฒนาให้เฟสแรกๆ ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่สะดวกเท่าที่ควร เพราะตอนนี้ยังสามารถส่งข้อความที่เป็น MMS ไปยังผู้รับได้ แต่ปัญหาก็คือยังไม่สามารถรับข้อความ MMS กลับมาได้ ซึ่งคงต้องรอสักพักน่าจะพัฒนาโปรแกรมให้มีความสามารถทั้งรับและส่งได้เช่นเดียวกับข้อความปกติ สำหรับค่าติดตั้งของการส่ง MMS แต่ละค่ายโทรศัพท์ สามารถดูจากเว็บไซต์แต่ละทีได้เลย

ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลอง ซึ่งมีโปรแกรมแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เลือกใช้เยอะมาก ต้องถือว่าคนที่ใช้ไอโฟนทุกคนและนักพัฒนาต่างเอื้อเฟื้อข้อมูลให้เห็นอยู่เป็นประจำ แถมใครมีปัญหาอะไร ถ้าต้องการคำตอบ ลงโพสต์ในอินเทอร์เน็ต สักพักคุณก็จะได้วิธีการแก้ไขเบื้องต้นไว้เรียบร้อยเลย ไว้คราวหน้าผมจะหาโปรแกรมเด็ดๆ ที่เครื่องไอโฟนของคุณต้องติดตั้งไว้ จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง








10 โปรแกรมประจำ NetBook ((ควรมีใว้-ต้องลอง!!!!))

10 โปรแกรมสามัญประจำ NetBook ((ต้องลอง!!!))

เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กกว่าเครื่องแลปทอปทั่วไป ณ วันนี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับ NetBook หรือ Mini NoteBook นิยามใหม่ของคอมพิวเตอร์บนฝ่ามือ ซึ่งล่าสุดนั้นโน้ตบุ๊กจิ๋วเหล่านี้ก็ถูกเสริมกำลังด้วยชิปประมวลผล Intel Atom เพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับงานต่างๆ ได้มากขึ้น

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้เหล่าสมองกลบนฝ่ามือจะมีชิปตัวใหม่มาคอยขับเคลื่อน แต่บรรดาโปรแกรมต่างๆ ที่ผู้ใช้นำมาติดตั้งลงในเครื่อง ล้วนเป็นโปรแกรมที่รันอยู่บนเครื่องพีซี หรือไม่ก็โน้ตบุ๊กทั่วไปแทบทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลร้ายกับโน้ตบุ๊กจิ๋วพวกนี้อย่างมาก เพราะมันต้องแบบรับภาระหนักจากโปรแกรมเหล่านี้ และเพื่อให้ทุกท่านที่มี NetBook ได้สัมผัสกับความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ผมมีโปรแกรมสำหรับโน้ตบุ๊กจิ๋วนี้มาฝากกัน 10 โปรแกรมครับ และที่สำคัญเป็นฟรีแวร์ครับ นั่นก็คือ สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว ถ้าไม่รีบหามาติดตั้งระวังจะเสียใจครับ อิอิ (*-*)/

1. Ubuntu Netbook Remix

สำหรับโปรแกรมแรกที่นำมาฝากกันก็คือ ระบบปฏิบัติการ Ubuntu for Netbook ครับ ถึงแม้ว่าผู้ผลิต Netbbok หลายๆ ยี่ห้อ จะติดตั้งระบบปฏิบัติการมาพร้อมเครื่องอย่าง Windows, Xandros, Linpus Linux, gOS และ SUSE ก็ตาม แต่เชื่อว่ามีผู้ใช้หลายคนเริ่มเบื่อหน้าตาโอเอสพวกนี้กันบ้างแล้ว และถ้าคุณเคยใช้ระบบปฏิบัติการที่ชื่อ Ubuntu บนเครื่องพีซีหรือโน้ตบุ๊กทั่วไปมาบ้าง คงยังจำความประทับใจในเรื่องความคล่องตัวและความเร็วของโอเอสตัวนี้ได้ ตอนนี้ บริษัท Canonical ได้จัดทำ Ubuntu เวอร์ชันพิเศษที่ชื่อว่า Ubuntu Netbook Remix

สำหรับเครื่อง Netbook OEM ขึ้นมา ซึ่งรองรับชิปประมวลผล Atom รวมถึงออปติไมซ์ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ลงตัวกับเครื่อง Netbook อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโหมดแสดงผลที่ละเอียดขึ้นสำหรับหน้าจอขนาด 10 นิ้ว การจัดวางโปรแกรมอรรถประโยชน์ต่างๆ บนหน้าเดสก์ทอปที่ดูเหมาะสมกับจอภาพขนาดเล็กได้อย่างลงตัว สำหรับ Ubuntu เวอร์ชันนี้เป็นซอฟต์แวร์ OEM สำหรับผู้ผลิต Netbook ที่สนใจ ไม่แจกจ่ายทั่วไป แต่ทว่าก็ไม่พ้นความสามารถของเซียนโอเพ่นซอร์สทั้งหลายที่ได้หาวิธีนำมาลงบนเครื่อง Netbook รุ่นต่างๆ ได้แล้ว



โดยคุณต้องไปดาวน์โหลด Ubuntu 8.04 (ดาวน์โหลดได้ที่ : http://www.ubuntu.com/getubuntu/download)

ส่วนรายละเอียดในการติดตั้ง Unbuntu Remix สามารถเข้าไปดูวิธีการได้ที่ http://www.ubuntuclub.com/node/846

2. OpenOffice 3.0

หากโปรแกรมชุดไมโครซอฟต์ออฟฟิศ เป็นอันดับหนึ่งบนระบบวินโดวส์ ฝั่งโอเพ่นซอร์สคงต้องยกให้ OpenOffice ด้วยเช่นกัน แต่ ณ วันนี้ โปรแกรม OpenOffice ที่เป็นเวอร์ชันบนวินโดวส์ก็มีความสามารถไม่แพ้กันเลย สำหรับผู้ใช้ Netbook ถ้าคุณหวังว่าจะลง Office XP หรือ Office 2007 บนเครื่อง Netbook โดยหวังว่ามันจะทำงานวิ่งฉิวเหมือนบนพีซีละก็ ขอบอกว่าไม่เป็นเช่นนั้นแน่ เพราะนอกจากจะกินพื้นที่การติดตั้งโปรแกรมมากแล้ว ยังใช้ทรัพยากรต่างๆ ของระบบมากพอตัว ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของ Netbook ตอนนี้ ยังไม่อาจตอบสนองได้อย่างที่คุณต้องการ

แต่สำหรับโปรแกรม OpenOffice 3.0 ถูกออกแบบมาเพื่อระบบฮาร์ดแวร์ที่ไม่ต้องการสเปกสูงมากนัก ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานกับพวกสเปรดชีตและงานเอกสารต่างๆ ได้คล่องตัวกว่า OpenOffice 3.0 มีโปรแกรมย่อยที่ชื่อ Writer ทำงานเอกสารได้เหมือนกับ Words โปรแกรม Calc สำหรับงานเปรดชีตที่คล้ายคลึงกับ Excel ส่วนงานพรีเซนเตชันที่ไม่แพ้ PowerPoint ก็ต้องพึ่งโปรแกรม Impress และงานฐานข้อมูลต่างๆ ก็ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของโปรแกรม Base ที่เป็นคู่แข่งของ Access เป็นสามโปรแกรมหลักๆ ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานขั้นพื้นฐานบน Netbook อ้อ! เกือบลืมเรื่องสำคัญไปครับ คุณสามารถออปติไมซ์การทำงานของโปรแกรม OpenOffice ให้เหมาะกับทรัพยากรบนเครื่อง Netbook ได้




ส่วนวิธีการนั้นไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ http://asuseeehacks.blogspot.com/2008/08/speeding-up-openoffice.html

สำหรับโปรแกรม OpenOffice 3.0 สามารถดาวนโหลดได้ที่ : http://www.softpedia.com/get/Office-tools/Office-suites/OpenOfficeorg-for-Windows.shtml

3. Foxit Reader 3.0

แฟนๆ Acrobat Reader ที่ต้องการอ่านไฟล์เอกสาร PDF บนเครื่อง Netbook อาจผิดหวังกับความเร็ว เมื่อต้องเปิดหน้าเอกสาร PDF ที่มีขนาดไฟล์ใหญ่ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากตัวโปรแกรมใช้ทรัพยากรของเครื่องไปมากพอตัว ทำให้แสดงอาการกระตุกให้เห็น ถึงแม้คุณจะลงเวอร์ชัน Lite แล้วก็ตาม แต่นั่นก็เป็น Lite สำหรับพีซีและโน้ตบุ๊กทั่วไป Foxit Reader 3.0 ทางเลือกใหม่ในการอ่านเอกสาร PDF บนโน้ตบุ๊กจิ๋ว โปรแกรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการเปิดหน้าเอกสาร PDF ซึ่งมีขนาดโปรแกรมที่เล็กเพียง 3.7 เมกะไบต์ ไม่เปลืองพื้นที่การติดตั้ง ตัวโปรแกรมมีฟังก์ชันในการแปลงเอกสาร PDF ไปเป็น Text File อื่นๆ ด้วย และในเวอร์ชัน 3.0 นี้ ยังเพิ่มระบบความปลอดภัยของเอกสารลงไปด้วย ส่วนทูลอื่นๆ ในโปรแกรมก็ถือว่าไม่แพ้ Acrobat เข่นกัน เอาเป็นว่าใครที่ใช้ Nebook รีบไปดาวน์โหลดฟรีเวอร์ชันจากเว็บไซต์ http://www.foxitsoftware.com/pdf/rd_intro.php มาใช้งานกันได้เลยครับ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะลืมโปรแกรมตัวเก่าไปเลย!!!






4. FireFox

หาก Google Chrome ที่เป็นเวอร์ชันสำหรับลินุกซ์และโอเพ่นซอร์สอื่นๆ ออกมาเมื่อไร โปรแกรมในหมวดเว็บบราวเซอร์สำหรับ Netbook คงไม่ได้มีแค่จิ้งจอกไฟที่ชื่อ FireFox แน่ เพราะด้วยคุณสมบัติหลายอย่างที่ดีพอ และเหมาะสมสำหรับโน้ตบุ๊กจิ๋ว จึงต้องเว้นที่ว่างไว้สำหรับ Google Chrome ด้วย แต่ชั่วโมงนี้คงต้องยกความดีให้กับ FireFox ไปก่อน เพราะไม่ว่าจะรันบนแพลตฟอร์มไหน เล็กหรือใหญ่ FireFox ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นเว็บบราวเซอร์ตัวโปรดที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้และไว้วางใจ

สำหรับผู้ใช้ Netbook ก็เข่นเดียวกัน การติดตั้ง FireFox 3.0 ไม่ได้ทำให้เครื่องคุณช้าลงอย่างที่คิด ถึงแม้ในช่วงแรกผู้ใช้หลายคนจะพบปัญหาเรื่องการแสดงผลบนหน้าเว็บเพจ แต่หลังจากปรับแต่ง FireFox ให้เข้ากับทรัพยากรระบบที่มี เว็บบราวเซอร์ตัวนี้ก็วิ่งฉิวไม่แพ้บนพีซีเลยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ต้องการจูนอัพ ปรับสปีด FireFox คุณสามารถดูรายละเอียดในรูปแบบคลิปวิดีโอได้ที่ Youtube.com โดยค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด “Speed Up FireFox” ส่วนโปรแกรม FireFox เวอร์ชันล่าสุด (3.1 Beta)





สามารถดาวน์โหลดได้ที่ : http://www.softpedia.com/get/Internet/Browsers/Mozilla-Firefox-Final.shtml


5. VLC Media Player

ถ้าคุณจะดูหนังบน Netbook ด้วยโปรแกรมตัวเดียวกับที่ใช้บนพีซีละก็ หากไม่ใช่โปรแกรมตัวเล็กๆ ที่กินทรัพยากรเครื่องน้อยๆ ละก็ ขอบอกเลยว่า Netbook ของคุณจะทำงานได้ช้าลงแน่ VLC Media Player เป็นโปรแกรมเล่นไฟล์มีเดีย ทั้งวิดีโอ ออดิโอ ที่มาจากฝั่งโอเพ่นซอร์ส ซึ่งการันตีในเรื่องการใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อย และมีขนาดไฟล์ไม่ใหญ่

ถ้าคุณเคยใช้ Windows Media Classic ที่มากับชุด Codec ของโปรแกรม K-Lie ตัวนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แถมคุณสมบัติก็ไม่ธรรมด้วย โดยรอบรองฟอร์แมตวิดีโอ/ ออดิโอ ได้เกือบทุกชนิด จุดเด่นของโปรแกรมตัวนี้นอกจากขนาดกะทัดรัดแล้ว ยังสนับสนุนการทำสตรีมมิ่งวิดีโอ/ออดิโอ ได้อีกด้วย ซึ่งรองรับโพรโตคอลสื่อสารอย่าง IPV6 ทำ Video LAN ขนาดย่อมๆ ในวงแลนของคุณได้เลย ที่สำคัญยังเป็นโอเพ่นซอร์สที่แจกจ่ายโค้ดโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปพัฒนาต่ออีกด้วย มีให้เลือกทั้งเวอร์ชันบนวินโดวส์ แมคฯ และลินุกซ์






สนใจเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมและโค้ดได้ที่ http://www.videolan.org/vlc/
6. 7-Zip

7-Zip โปรแกรมโคตรซิป คู่แข่ง WinRAR และ WinZIp ที่คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะเป็นฟรีแวร์ที่แจกให้ใช้งานกันฟรีๆ จุดเด่นของ 7-Zip ก็คือ มันสามารถเปิดไฟล์ซิปได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น 7z, ZIP, GZIP, BZIP2, TAR, RAR, CAB, ISO, ARJ, LZH, CHM, MSI, WIM, Z, CPIO, RPM, DEB แ ละ NSIS ในเว็บไซต์ผู้ผลิตระบุคุณสมบัติของโปรแกรมตัวนี้ว่าสามารถบีบอัดไฟล์โดยมีอัตราส่วนที่มากกว่าทั้ง WinZIp และ WinRAR อยู่พอสมควร อันนี้ต้องไปลองใช้กันเองครับถึงจะรู้ว่าสมราคาคุยหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีขาดไฟล์ติดตั้งที่ไม่ใหญ่ด้วย ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยเวลาทำงาน จึงเหมาะกับการนำมาใช้บนโน้ตบุ๊กจิ๋วอย่าง Netbook ได้สบาย


สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดฟรีแวร์ตัวนี้ได้ที่ http://www.7-zip.org/
7. JkDefrag Portable
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD Drive บนเครื่อง Netbook นั้น การใช้โปรแกรม Defrag ที่อยู่บนวินโดวส์ หรือโปรแกรม Defrag อื่นๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อระบบพอร์ตเทเบิล เครื่องจะอยู่ในสภาวะโหลด และแทบจะใช้งานอะไรไม่ได้เลยในระหว่างที่มีการจัดเรียงข้อมูล สำหรับ JkDefrag Portable เป็นโปรแกรมจัดเรียงข้อมูลรวมถึงซ่อมแซมโครงสร้างไฟล์ระบบที่เสียหายได้อีกด้วย ตัวโปรแกรมมีขนาดเล็กไม่ถึง 1MB แต่ก็มีระบบกราฟิกเอาไว้ติดต่อกับผู้ใช้ สนับสนุนการใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ของแพลตฟอร์ม 64-บิต ด้วยเช่นกัน คุณสามารถเซฟโปรแกรม JKDefrag ใส่แฟลชไดรฟ์ เครื่องเล่น iPod แผ่นซีดี หรือสื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ แล้วนำไปใช้งานได้กับทุกเครื่อง ทั้งพีซี โน้ตบุ๊ก และ Netbook








สามารถดาวน์โหลดยูทิลิตี้ตัวนี้ได้ที่ : http://www.freewarefiles.com/JkDefrag-Portable_program_43698.html
8. InfraRecorder Portable
โปรแกรมเบิร์นแผ่นอย่าง Nero และ Alcholhol120% อาจจะไม่เหมาะกับโน้ตบุ๊กเครื่องเล็กๆ อย่าง Netbook เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งโปรแกรมมาก อีกทั้งเวลาใช้งานทรัพยากรของเครื่องจะถูกโหลดการทำงานมากขึ้น สำหรับผู้ใช้ Netbook ที่มีเครื่อง DVD Writer แบบติดตั้งภายนอกอยู่ด้วย ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรมที่ชื่อ InfraRecorder Protable แทนครับ ตัวโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มแบบพอร์ตเทเบิลได้อย่างลงตัว ตั้งแต่พวกเครื่อง UMPC จนมาถึง Netbook คุณสมบัติของโปรแกรมนั้นเรียกได้ว่าเกินตัวครับ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานทั่วไป การรองรับไฟล์ในฟอร์แมตต่างๆ ทั้งดาต้าทั่ว วีดิโอ/ออดิโอ (เซฟแทร็กออดิโอไปเป็นไฟล์ .wav, .wma, .ogg, .mp3 และ .iso) สนับสนุน DVD-Dual Layer นอกจากนี้หากต้องการ Rip MP3 คุณสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอินเสริมลงไปได้ เท่าที่ดูจากคุณสมบัติต่างๆ ต้องยกนิ้วให้เลยครับ เป็นโปรแกรมเบิร์นแผ่นที่เล็กพริกขี้หนูจริงๆ









ดาวน์โหลดได้ที่ : http://www.download.com/InfraRecorder-Portable/3000-2646_4-10836498.html
9. Cornice Portable
โปรแกรมดูภาพสำหรับแพลตฟอร์มพอร์ตเทเบิลที่มีคุณสมบัติไม่แพ้โปรแกรมตัวใหญ่ๆ อย่าง ACDSee ด้วยขนาดไฟล์ติดตั้งทั้งหมดเพียง 6MB แต่อัดแน่นด้วยฟังก์ชันใช้งานที่เพียบพร้อม เช่น การจัดเรียงภาพในลักษณะ Thumbnail ที่ไม่ต้องรอโหลดภาพนานเหมือนกับโปรแกรมบางตัว ระบบซูมภาพเข้า-ออก ที่ไม่ทำให้เครื่อง Netbook ของคุณต้องโหลดนาน สามารถทำสไลด์ โชว์ จากภาพที่เก็บไว้ในเครื่องได้ทันที นอกจากนี้หากคุณมีไฟล์ภาพที่เก็บอยู่ในเครื่องเล่น ipod ที่เชื่อมต่อกับ Netbook แล้วละก็ คุณสามารถใช้โปรแกรมเข้าถึงไฟล์ภาพเพื่อเรียกขึ้นมาดูได้อีกด้วย สำหรับโปรแกรมดูภาพและจัดการภาพนี้ ถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมสามัญประจำเครื่องคอมพ์แทบทุกเครื่อง ซึ่งเครื่อง Netbook ก็เช่นเดียวกัน หากคุณต้องการเปิดภาพขึ้นมาดูอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด ลองติดตั้ง Cornice Portable ลงไปใน Netbook ของคุณดูครับ







โดยสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีๆ จากเว็บไซต์ : http://cornice-portable.10001downloads.com/
10. ClamWin Portable
ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ใช้ Netbook คือ ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้โปรแกรมแอนติไวรัสตัวไหนดี เพราะส่วนใหญ่ที่มีนั้นก็เป็นแอนติไวรัสที่รันอยุ่บนเครื่องพีซีและโน้ตบุ๊กทั่วไป อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใช้งานมากมาย แน่นอนว่าเขมือบทรัพยากรของเครื่องมากด้วย หากติดตั้งโปรแกรมแอนติไวรัสพวกนี้ลงในเครื่อง Netbook ที่มีทรัพยากรจำกัดแล้วละก็ แอนติไวรัสจะทำให้เครื่องของคุณอืดไปเลย
แต่สำหรับ CalmWin Antivirus นั้นตรงกันข้ามครับ มันสามารถป้องกันไวรัสและสปายแวร์ต่างๆ ได้ดีพอตัวเลย มีความรวดเร็วในการทำงานสูง ตัวโปรแกรมนั้นจะได้รับการอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสจากเว็บไซต์ผู้ผลิตทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือทุกครั้งที่มีไฟล์อัพเดตออกมาใหม่ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาเพื่อระบบฮาร์ดแวร์ที่ค่อนข้างจำกัด การสแกนค้นหาไวรัสจึงต้องทำแบบแมนนวล นั่นคือผู้ใช้ต้องสร้างตารางเวลาสำหรับการสแกนไวรัสขึ้นมา โดยมันจะไม่มีระบบสแกนแบบเรียลไทม์มาให้ สำหรับผู้ที่ต้องกรนำไปติดตั้งบน Netbook
สามารถดาวน์โหลดได้ที่ : http://www.download.com/ClamWin-Portable/3000-2239_4-10703785.html


ชำแหละไส้ในเครื่อง iPod Nano 5G (ดูว่าขางในเป็นไง)

ชำแหละไส้ในเครื่อง iPod Nano 5G (ดูว่าขางในเป็นไง)

ว้าว!!! ชำแหละไส้ใน iPod Nano 5G

และตามธรรมเนียม เวลาที่มีแก็ดเจ็ต (Gadget) ใหม่ๆ ออกมา ทางบริษัท iFixit จะต้องขอชำแหละก่อนชาวบ้านทุกครั้ง ล่าสุดเพียงแค่วันเดียว ทางเว็บไซต์ก็ได้สำรวจไส้ในของ iPod nano รุ่นที่ 5 เพื่อออกมาเผยแพร่ทางเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ภายใต้ตัวถังเล็กแบนขนาดนี้มีอะไรบ้างต้องไปดูกัน

iFixit ได้ชำแหละเปิดไส้ไอพอดนาโนรุ่นที่ 5 ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยทางบริษัทกล่าวว่า ด้วยความที่ตัวถังของเครื่องแบนบางขนาดนั้น ประกอบกับหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ภายในของส่วนที่เหลืออัดแน่นด้วยวงจรต่างๆ ที่ทำให้มันสามารถทำงานได้สารพัดดังที่เราเห็น สำหรับรายละเอียดภายในที่ได้มีการเปิดเผยออกมาโดย iFixit สรุปคร่าวๆ ได้ว่า

ไอพอดนาโนรุ่นนี้ใช้หน่วยความจำแฟลชที่ผลิตโดยบริษัทโตชิบา

แอปเปิ้ลจะไม่สามารถใส่กล้องตัวใหญ่กว่านี้เข้าไปได้หากไม่ลดขนาดของอุปกรณ์อื่นๆ

ใช้ลำโพงแบบเดียวกับที่อยู่ในไอพอดทัช เสียงออกจากบริเวณคอนเน็คเตอร์ที่ใช้ติดตั้งกับแท่นด็อคกิ้ง

ฮาร์ดแวร์ของส่วนแสดงผลมีพื้นที่ใหญ่กว่ารุ่นที่ 4 ประมาณ 17.5%



ส่วนของ Clickwheel สามารถถอดออกมาได้ โดยมันได้รับการออกแบบใหม่หมดไม่เหมือนรุ่นก่อนเลย ซึ่งรุ่นเมื่อสามปีก่อน ที่มันจะเกาะติดกับแผงวงจร หากเกิดความเสียหายต้องเปลี่ยนทั้งบอร์ด แต่รุ่นหลังๆ Clickwheel จะแยกออกจากบอร์ดแล้ว สำหรับส่วนของหน้าครอบแก้วใสบนหน้าจอแสดงผลจะมีความทนทานมาก โดยมันจะไม่แตก หรือรอยขีดข่วนเกิดขึ้นโดยง่าย ว่ากันว่า การทำให้มันแตกได้นั้นต้องใช้แรงกดทับมากพอสมควร



ขนาดของลำโพงที่อยู่ภายในมีความหนาเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็สามารถส่งเสียงออกมาให้ได้ยินได้ แต่คงคาดหวังเรื่องคุณภาพมากไม่ได้ เล็กขนาดนี้แค่ทำเสียงออกมาให้ได้ยินก็อึ้งแล้ว มาดูในส่วนของกล้องวิดีโอ ซึ่งไม่รวมอยู่บนบอร์ดอีกเช่นกัน แต่การถอดมันออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ข้อสรุปอีกประการหนึ่งที่ iFixit ค้นพบจากการชำแหละเจ้า iPod nano 5G ก็คือ วงจรของไอพอดนาโนบางกว่าส่วนของกล้องดิจิตอลที่ติดตั้งอยู่ใน iPhone เสียอีก ข้อเท็จจริงนี้ก็จะตรงกับที่จอบส์ให้สัมภาษณ์ไว้ถึงสาเหตุที่ทำให้กล้องของไอพอดนาโนถ่ายวิดีโอได้อย่างเดียว





ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก...